ชื่อลักษณะแบบไหน ที่ไม่ควรนำมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์

“ชื่อลักษณะแบบไหน ที่ไม่ควรนำมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์”

1. สะกดคำแปลก ๆ รวมถึงชื่อที่สะกดแบบหนึ่ง แต่อ่านอีกแบบ หรือชื่อที่จงใจสะกดผิด การสะกดคำยากๆนอกจากสร้างความรำคาญ ยังอาจทำให้ผู้บริโภคขี้เกียจจดจำชื่อแบรนด์อีกด้วย

            2. ใช้ชื่อเลียนแบบหรือสไตล์ใกล้เคียงคู่แข่ง อันนี้ห้ามอย่างเด็ดขาดเพราะไม่เพียงแต่จะทำให้ลูกค้าสับสน แต่ยังอาจถูกฟ้องข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์

            3. ชื่อที่จำกัดการเติบโตของธุรกิจ เช่น

            – ร้านค้าแห่งหนึ่งตั้งชื่อร้านแบบเฉพาะเจาะจง โดยใช้ตัวราคามากำหนดเป็นชื่อของร้าน ทั้งๆ ที่ไม่ได้จำหน่ายสินค้าทุกชนิดในราคาเดียวกันทั้งหมดตามชื่อร้าน

            – ร้านฟิตเนสที่ตั้งชื่อร้านแบบระบุเวลา ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าเปิดให้บริการตลอด 24 ชม.ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วบางสาขาก็ไม่ได้เปิดให้บริการ 24 ชม. ตามที่ระบุไว้

            – การตั้งชื่อเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อเว็บไซต์แบบระบุประเภทสินค้า แต่ไม่ได้จำหน่ายแค่สินค้าอย่างเดียว เช่นนี้เท่ากับเป็นการจำกัดโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ

            ดังนั้น ควรตั้งชื่อแบรนด์เผื่อที่จะขยายไปไลน์สินค้าอื่นในอนาคตได้

            4. ชื่อแบรนด์ที่น่ารำคาญ ปัจจัยที่ทำให้คนแต่ละคนรู้สึกต่อชื่อแบรนด์ นั้นแตกต่างกันไป ชื่อเดียวกันแท้ ๆ หลายคนปลื้มแต่บางคนอาจรู้สึกไม่ชอบ อาทิ ชื่อที่มีการประดิษฐ์เกินงาม หรือชื่อที่เห็นแล้วเดาไม่ถูกว่าเป็นแบรนด์/ธุรกิจเกี่ยวกับอะไร

            5. ชื่อแบรนด์ธรรมดาที่ไม่น่าสนใจ เพราะจะทำให้ไม่เป็นที่จดจำ โดยส่วนใหญ่มักเป็นชื่อไทยแล้วต่อท้ายด้วยธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากจะดึงดูดความสนใจลูกค้า ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และพยายามตั้งชื่อให้ฉีกแนวออกไปจากเดิม

            6. ชื่อแบรนด์ที่เข้าใจเฉพาะกลุ่ม ชื่อบางชื่ออาจจะเป็นที่เข้าใจในองค์กรหรือแวดวงนั้นๆ แต่เมื่อสื่อออกไป คนทั่วไปอาจมืดแปดด้านว่าหมายถึงอะไร ทำธุรกิจด้านไหน เช่น ชื่อต่างประเทศแปลกฟังดูเก๋ ๆ ชื่อแปลก ๆ ที่ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

            7. ชื่อแบรนด์ที่ออกเสียงยาก หรือชื่อที่อ่านได้หลายแบบ บางทีลูกค้าเห็นแบรนด์แล้วอึ้ง ไม่รู้จะอ่านยังไง ต้องเดา ต้องสอบถามให้วุ่นวาย รวมถึงชื่อที่สะกดจากหลังมาหน้าก็ควรเลี่ยง ด้วยเช่นกัน

            ทั้งนี้ เมื่อเราได้ชื่อแบรนด์ที่ต้องการแล้ว ก็ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ทันที เราต้องยื่นขอจดทะเบียนและตรวจสอบชื่อกับทาง อย.ให้ถูกต้องตามข้อบังคับในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง เช่น ชื่อแบรนด์ต้องไม่ซ้ำกับแบรนด์อื่น และไม่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เป็นต้น ซึ่งหลักเกณฑ์ยื่นจดทะเบียนมีดังนี้

การจดทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่อทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

            หลักเกณฑ์ การตั้งชื่อแบรนด์เครื่องสำอาง /ชื่อทางการค้า / ตรา / เครื่องหมายการค้า

            – ต้องไม่ใช้ชื่อไปในทำนองโอ้อวด ไม่สุภาพ หรือ อาจทำให้เข้าใจผิดจากความจริง

            – ต้องไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง

            – ต้องไม่ใช้ชื่อที่ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย หรือส่อไปในทางทำลายคุณค่าทางภาษาไทย

หลักเกณฑ์การใช้ชื่อสารเป็นชื่อแบรนด์เครื่องสำอาง  หรือเป็นส่วนของชื่อเครื่องสำอาง

          – ต้องมีสารดังกล่าวเป็นส่วนผสมในปริมาณที่เพียงพอ (มีปริมาณตามที่กำหนดไว้ในเอกสารทางวิชาการที่เชื่อถือได้ ตามแนวทางในการแสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์  หรือ สนับสนุนข้อความที่แสดงไว้บนฉลากเครื่องสำอาง)

            – ต้องระบุชื่อสารนั้นไว้ที่ฉลากว่า เป็นส่วนประกอบสำคัญ

หลักเกณฑ์การใช้สรรพคุณเป็นชื่อแบรนด์เครื่องสำอาง

            – ต้องมีสารที่มีสรรพคุณตามที่กล่าวอ้าง และมีปริมาณที่เพียงพอ (มีปริมาณตามที่กำหนดไว้ในเอกสารทางวิชาการที่เชื่อถือได้  ตามแนวทางในการแสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์ หรือสนับสนุนข้อความที่แสดงไว้บนฉลากเครื่องสำอาง)

            – ต้องระบุชื่อสารที่มีสรรพคุณตามที่กล่าวอ้างนั้นไว้ที่ฉลากว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญ

หลักเกณฑ์การกล่าวอ้างชื่อสารว่าเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์

            – ต้องมีสารดังกล่าวเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์นั้นจริง

            – ต้องระบุชื่อสารนั้นไว้ที่ฉลากเครื่องสำอางว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญ

            – หากมีการกล่าวอ้างสรรพคุณของสารด้วย จะต้องมีสารดังกล่าวเป็นส่วนผสมในปริมาณที่เพียงพอแก่การกล่าวอ้างสรรพคุณ  และจะต้องพิสูจน์ได้ตามแนวทางในการแสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์  หรือสนับสนุนข้อความที่แสดงไว้บนฉลากเครื่องสำอาง

หลักเกณฑ์ รูปภาพ

            – ต้องไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง

            – ต้องไม่ขัดกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย

หลักเกณฑ์ การแสดงสรรพคุณ

            – ต้องแสดงสรรพคุณภายใต้นิยามของคำว่า” เครื่องสำอาง” ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535

            – ต้องไม่เป็นเท็จหรือเกินความจริง

            – ต้องไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง

            การแสดงฉลากเครื่องสำอางไม่ถูกต้องนั้นจะมีโทษในทางอาญาคือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สอบถามเพิ่มเติมการรับผลิตครีมและเครื่องสำอางเป็นของตัวเองปรึกษา Purederima 
Callcenter : 02-2854266-7 / 061-656-1449
Line : @purederima
Facebook: Pure Derima Laboratories
Website : https://www.pdl.co.th/
Instagram : purederima

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *